𝐓𝐡𝐞 𝐃𝐚𝐫𝐤𝐧𝐞𝐬𝐬 𝐚𝐭 𝐭𝐡𝐞 𝐂𝐫𝐮𝐜𝐢𝐟𝐢𝐱𝐢𝐨𝐧

พระธรรมมัทธิวบทที่ 27 ข้อ 45 (THSV11)
แล้วก็เกิดความมืดมัวทั่วแผ่นดิน ตั้งแต่เวลาเที่ยงวันจนถึงบ่ายสามโมง![]()
![]()
![]()
![]()
𝐈. ข้อสงสัยส่วนตัว
ตอนที่ผมเป็นคริสเตียนใหม่ ๆ เมื่ออ่านถึงพระธรรมตอนนี้ ผมก็เกิดความสงสัยว่า “ความมืด” ในตอนนี้เกิดจากอะไร ซึ่งพี่เลี้ยงหรือผู้นำในชมรมคริสเตียนก็อธิบายในโทนเดียวกันว่า มันคือ “สุริยคราส” ซึ่งในตอนนั้นผมก็เห็นด้วยและเชื่อแบบนั้นมาโดยตลอด แต่หลังจากที่ได้ศึกษาพระคัมภีร์แบบจริงจัง ก็พบว่าคำอธิบาย “สุริยคราส” เป็นคำอธิบายที่ไม่ดีนัก เพราะว่า
1. พระเยซูถูกตรึงกางเขนในช่วงพิธีปัสกา (Passover)
2. ช่วงพิธีปัสกา คือ วันที่ 14 เดือนนิสาน
3. เป็นช่วงที่พระจันทร์เต็มดวง (Full moon)
4. ช่วงเวลาที่ดวงจันทร์เต็มดวง เป็นช่วงที่ตำแหน่งของโลกอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
5. สุริยคราสเกิดขึ้นเมื่อ ตำแหน่งของดวงจันทร์ (New Moon) อยู่ระหว่างดวงอาทิตย์และโลก
6. ดังนั้น สุริยคราสจึงไม่ใช่คำอธิบายที่ดีนัก![]()
![]()
![]()
![]()
𝐈𝐈. งานเขียนทางประวัติศาสตร์
แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นประเด็นที่ไม่ค่อยมีคริสเตียนคนไหนให้ความสำคัญมากนัก ผมก็ทำได้เพียงเก็บเอาไว้เป็นความสงสัยส่วนตัว จนกระทั่งผมได้ไปอ่านเจองานเขียนทางประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยนักประวัติศาสตร์ชื่อ Sextus Julius Africanus (คศ 160- คศ 240) เขาได้ผลิตผลงานที่มีชื่อเสียงจำนวน 5 เล่มชื่อว่า The Chronography ซึ่งเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของโลกจนถึงปี คศ 221 ถึงแม้ว่างานเขียนจะสูญหายไปบ้าง แต่เราก็มีบางส่วนที่หลงเหลือ (Fragment) และถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยบรรณาธิการของ Anti-Nicene Christian Library ซึ่งพี่น้องสามารถอ่าน Fragment ทั้งหมดได้ตามลิงค์ข้างล่าง
https://www.jasoncolavito.com/julius-africanus…
ใน Fragment ที่ 18 ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อของคริสเตียน โดยเฉพาะในส่วนของการตรึงกางเขนและการคำนวณตามคำทำนายของดาเนียล ผมขอยกเอามาเพียงส่วนที่ 1 เท่านั้น (Chronography, 18.1) ซึ่งเขียนเอาไว้ว่า
On the whole world there pressed a most fearful darkness; and the rocks were rent by an earthquake, and many places in Judea and other districts were thrown down. This darkness Thallus, in the third book of his History, calls, as appears to me without reason, an eclipse of the sun.
“ทั่วทั้งโลกมีความมืดมิดที่น่าหวาดกลัวที่สุด และหินก็ถูกแผ่นดินไหวทำลาย และหลายแห่งในแคว้นยูเดียและเขตอื่นๆ ก็พังทลายลง ความมืดนี้ Thallus ในหนังสือประวัติศาสตร์เล่มที่สามของเขา เรียกว่าสุริยคราส (สำหรับฉัน มันไม่มีเหตุผล)
For the Hebrews celebrate the Passover on the 14th day according to the moon, and the passion of our Savior fails on the day before the Passover [see Phlegon]; but an eclipse of the sun takes place only when the moon comes under the sun. And it cannot happen at any other time but in the interval between the first day of the new moon and the last of the old, that is, at their junction: how then should an eclipse be supposed to happen when the moon is almost diametrically opposite the sun?
เพราะชาวฮีบรูเฉลิมฉลองปัสกาในวันที่ 14 ตามดวงจันทร์ และพระผู้ช่วยให้รอดของเราเสียชีวิตในวันก่อนเทศกาลปัสกา [ดู Phlegon]; แต่สุริยคราสจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อดวงจันทร์มาอยู่ใต้ดวงอาทิตย์เท่านั้น และมันไม่สามารถเกิดขึ้นในเวลาอื่นได้ ยกเว้นแต่ในช่วงเวลาระหว่างวันแรกของดวงจันทร์ใหม่กับวันสุดท้ายของดวงจันทร์เก่า สุริยคราสจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อดวงจันทร์เกือบจะตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์?
Let that opinion pass; however, let it carry the majority with it; and let this portent of the world be deemed an eclipse of the sun, like others a portent only to the eye. Phlegon records that, in the time of Tiberius Cæsar, at full moon, there was a full eclipse of the sun from the sixth hour to the ninth—manifestly that one of which we speak.
อย่างไรก็ตาม ปล่อยให้ความคิดเห็นนั้นผ่านไป และปล่อยให้คนส่วนใหญ่เชื่อแบบนั้นไปก่อน และปล่อยให้หมายสำคัญนี้ คือ สุริยคราสเช่นเดียวกับสิ่งอื่น ๆ ที่มองได้ด้วยตาเท่านั้น Phlegon บันทึกว่า ในสมัยของ Tiberius Caesar เมื่อพระจันทร์เต็มดวง มีสุริยคราสเต็มดวง ตั้งแต่ชั่วโมงที่หกถึงชั่วโมงที่เก้า
But what has an eclipse in common with an earthquake, the rending rocks, and the resurrection of the dead, and so great a perturbation throughout the universe? Surely no such event as this is recorded for a long period. But it was a darkness induced by God, because the Lord happened then to suffer. And calculation makes out that the period of 70 weeks, as noted in Daniel, is completed at this time.
แต่อะไรคือสิ่งที่สุริยคราสและแผ่นดินไหวมีเหมือนกัน, ก้อนหินแตก, การคืนชีพของคนตาย, และการสั่นไหวครั้งใหญ่ทั่วทั้งจักรวาล? แน่นอนว่าไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้ถูกบันทึกไว้ แต่มันเป็นความมืดที่พระเจ้าทำให้เกิดขึ้น เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทนทุกข์ในตอนนั้น และจากการคำนวณที่สอดคล้องกับสัปตะที่ 70 ก็เสร็จสิ้น ณ ตอนนั้น![]()
![]()
![]()
![]()
𝐈𝐈𝐈. ข้อสรุป
เฮ้ย … ไม่ใช่เราที่สงสัยคนเดียวนี่หว่า … แต่ยังมีนักประวัติศาสตร์เมื่อสองพันปีที่แล้วก็สงสัยแบบเดียวกับเรา แม้ว่า “สุริยคราส” จะเป็นคำอธิบายที่ถูกใช้กันกว้างขวาง เช่น ในงานเขียนของ Origen, Philopon หรือ Jerome แต่คำอธิบายว่า “พระเจ้าทำการอัศจรรย์ให้เกิดความมืด” ก็เป็นคำอธิบายที่เรียบง่ายและมีพลังมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผมอยากจะสื่อในช่วงวันอีสเตอร์คือ นอกจากหลักฐานจากพระคัมภีร์แล้ว (ซึ่งเป็นหลักฐานาภายใน) เรายังมี “หลักฐานภายนอกทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก” ที่ระบุว่า “พระเยซูถูกตรึงตายที่กางเขน” เช่น จากบันทึกของ Sextus Julius Africanus เราสามารถสรุปได้ว่า
1. พระเยซูถูกตรึงกางเขน
2. พระเยซูถูกตรึงกางเขนในช่วงรัชสมัยของ Tiberius Caesar
3. พระเยซูถูกตรึงกางเขนในช่วงพิธีปัสกาของชาวยิว (วันที่ 14 เดือน นิสาน)
4. ในวันนั้น มีความมืดและแผ่นดินไหวเกิดขึ้น ในช่วงชั่วโมงที่ 6 ถึง 9 (เที่ยงถึงบ่าย 3)
5. การตายของพระเยซูสอดคล้องกับ คำทำนายของดาเนียล ในสัปตะที่ 70
6. พระธรรมมัทธิวบทที่ 27 ข้อ 45 มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ภายนอกรับรอง![]()
![]()
![]()
![]()
… ความเชื่อของคริสเตียนเป็นความเชื่อที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับอย่างหนาแน่น …


ใส่ความเห็น