𝐆𝐨𝐬𝐩𝐞𝐥 𝐨𝐟 𝐉𝐨𝐡𝐧 𝟏:𝟏 𝐏𝐚𝐫𝐭 𝟑

Ἐν ἀρχῇ ἦν ὁ λόγος καὶ ὁ λόγος ἦν πρὸς τὸν θεόν καὶ θεὸς ἦν ὁ λόγος
In the beginning was the Word, and the Word was with God, and the Word was God.
ในปฐมกาลพระวาทะทรงดำรงอยู่ และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า (TH2011)

𝟏. ภาษากรีกใช้ Case ในการกำหนดหน้าที่ของคำนาม

ในตอนที่ 2 ผมได้เขียนว่าในภาษาไทย ความหมายของคำถูกกำหนดโดย “ตำแหน่ง” ของคำ แต่สำหรับภาษากรีก ความหมายของคำจะถูกกำหนดโดย Case โดยแต่ละ Case จะมีผันรูปไปจากราก (root) ของมัน โดยที่ Nominative ,Accusative และ Dative จะทำหน้าที่เป็นประธาน, กรรมตรง และ กรรมรอง ตามลำดับ เราลองมาดูยอห์น 1:1 ทั้ง 3 ประโยคอีกครั้ง

ประโยคที่ 1
𝐈𝐧 𝐭𝐡𝐞 𝐛𝐞𝐠𝐢𝐧𝐧𝐢𝐧𝐠 𝐰𝐚𝐬 𝐭𝐡𝐞 𝐖𝐨𝐫𝐝 – Ἐν ἀρχῇ ἦν ὁ λόγος

ὁ เป็น Definite article – Nominative Singular Masculine
λόγος เป็น Noun – Nominative Singular Masculine
จึงเห็นได้ชัดว่า ὁ λόγος จึงเป็นประธาน (เจาะจง/เอกพจน์/ชาย) ของประโยค เพราะว่าเป็น Nominative case ถึงแม้ว่าจะเขียนเอาไว้ที่หลังประโยค
Ἐν เป็น Preposition
ἀρχῇ เป็น Noun – Dative Singular Feminine
และเห็นได้ชัดเจนว่า Ἐν ἀρχῇ จึงไม่ใช่ประธานของประโยค แต่ทำหน้าที่อธิบายลักษณะของประธาน เพราะว่าเป็น Dative case

ประโยคที่ 2
𝐭𝐡𝐞 𝐖𝐨𝐫𝐝 𝐰𝐚𝐬 𝐰𝐢𝐭𝐡 𝐆𝐨𝐝 – ὁ λόγος ἦν πρὸς τὸν θεόν

τὸν เป็น Definite article – Accusative Singular Masculine
θεόν เป็น Noun – Accusative Singular Masculine
โดยที่ ὁ λόγος ยังเป็นประธาน (เจาะจง/เอกพจน์/ชาย) ของประโยคเช่นเดิม แต่ τὸν θεόν ต้องทำหน้าที่เป็นกรรม (เจาะจง/เอกพจน์/ชาย) ของประโยค เพราะว่าเป็น Accusative case

ประโยคที่ 3
𝐭𝐡𝐞 𝐖𝐨𝐫𝐝 𝐰𝐚𝐬 𝐆𝐨𝐝 – θεὸς ἦν ὁ λόγος

เนื่องจาก θεὸς และ λόγος เป็น Noun – Nominative Singular Masculine ด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า “จะใช้คำไหนเป็นประธานของประโยค ซึ่งต้องอาศัยความรู้ไวยกรณ์ด้าน article มาอธิบาย

𝟐. การใช้ article ที่มีคำกริยาเป็น verb to be ในภาษากรีก

เนื่องจากในภาษาไทยไม่มีการใช้ article นำหน้าคำนาม จึงทำให้นักศึกษาภาษากรีกส่วนหนึ่งเชื่อมโยงความเข้าใจ a/an/the
กับ article ในภาษากรีก ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเข้าใจผิด สิ่งที่เราควรรู้ประการแรก คือ การใช้ article ในภาษากรีกจะมีความแตกต่างจาก a/an/the ในภาษาอังกฤษบางส่วน โดยที่ article ในภาษาอังฤษจะบอกว่าคำนามนั้นมีความเฉพาะเจาะจงหรือไม่ (definite/indefinite) ในขณะที่ article ในภาษากรีกทำหน้าที่อย่างน้อย 2 อย่างคือ
(1) ระบุความเฉพาะเจาะจง และ
(2) กำหนดหน้าที่ของคำ

ซึ่งจากตัวอย่างข้างบน เราจะพบว่าประโยคที่ 1 และ 2 จะมี λόγος เป็น Nominative case เพียงตัวเดียว จึงทำให้เราใช้ the Word เป็นประธานของประโยค แต่สำหรับประโยคที่ 3 ซึ่งมี Nominative case 2 ตัว ซึ่งไวยกรณ์ของกรีกวางหลักการแปลเอาไว้แบบนี้

กรณีที่ 1 ทั้งคู่มี article เช่น ὁ θεὸς ἦν ὁ λόγος

ในกรณีที่ คำนาม Nominative case ทั้งสอง “มี” article มากำกับทั้งคู่ เราสามารถจะให้อะไรเป็นประธานก็ได้ นั่นคือ จะแปลว่า God (แบบเจาะจง) คือ Word (แบบเจาะจง) หรือ Word (แบบเจาะจง) คือ God (แบบเจาะจง) ก็ได้ หรือสรุปง่าย ๆ คือ เราสามารถเปลี่ยน verb to be เป็น เครื่องหมายเท่ากับได้เลย
God (แบบเจาะจง) = Word (แบบเจาะจง)
แน่นอนว่าหากยอห์นเขียนแบบนี้ จะทำให้ขัดแย้งกับตรีเอกานุภาพทันที เพราะว่า พระเยซูกับพระเจ้าจะบุคคลเดียวกัน, one being + one person

กรณีที่ 2 ทั้งคู่ไม่มี article เช่น θεὸς ἦν λόγος
ในกรณีที่ คำนาม Nominative case ทั้งสอง “ไม่มี” article มากำกับทั้งคู่ เราก็ยังสามารถจะให้อะไรเป็นประธานก็ได้ นั่นคือ จะแปลว่า God (แบบไม่เจาะจง) คือ Word (แบบไม่เจาะจง) หรือ Word (แบบไม่เจาะจง) คือ God (แบบไม่เจาะจง) ก็ได้ หรือสรุปง่าย ๆ คือ เราสามารถเปลี่ยน verb to be เป็น เครื่องหมายเท่ากับได้เลย
God (แบบไม่เจาะจง) = Word (แบบไม่เจาะจง)

กรณีที่ 3 มี article ตัวเดียว เช่น θεὸς ἦν ὁ λόγος
ในกรณีที่ คำนาม Nominative case มี article 1 ตัว และไม่มี article 1 ตัว โดยหลักไวยกรณ์ภาษากรีก คำนามที่มี article จะเป็นประธานของประโยค ส่วนคำนามที่ไม่มี article จะเป็นคำอธิบายบางอย่างของประธาน (จึงเรียกว่าเป็น predicate) ดังนั้นประโยคที่ 3 จึงสามารถแปลได้แบบเดียว คือ the Word was God

และอีก 1 จุดที่หลายคนมองข้ามไป คือ ในขณะที่คำว่า “พระวาทะ” เขียนว่า ὁ λόγος เหมือนกันทั้ง 3 ประโยค ดังนั้น “พระวาทะ” จึงมีหน้าที่ และ ความหมายเหมือนกันทั้ง 3 ประโยค แต่คำว่า “พระเจ้า” ในประโยคที่ 2 คือ τὸν θεόν ที่เป็น Accusative case ส่วนประโยคที่ 3 คือ θεὸς เป็น predicative nominative case จึงมีความหมายแตกต่างกัน

τὸν θεόν เป็น กรรมตรงแบบเจาะจง ดังนั้น พระเจ้าในประโยคที่ 2 จึงหมายถึง พระเจ้าอีกบุคคลหนึ่งที่แตกต่างจากพระเยซู ซึ่งน่าจะหมายถึง พระเจ้าพระบิดา แต่ θεὸς เป็น predicative ดังนั้นคำว่า พระเจ้าในประโยคที่ 3 จึงไม่ได้หมายถึงพระเจ้าพระบิดา แต่ทำหน้าที่เป็นคำวิเศษณ์เพื่อมาอธิบายว่าพระเยซูมีลักษณะที่เป็นพระเจ้า

ส่วนกลุ่มพยานพระยะโฮวาห์ที่พยายามแปลประโยคที่ 3 ว่า the Word was a god ใน New World Translation version (NWT) โดยอ้างเหตุผลว่า θεὸς ไม่มี article นำหน้า จึงแปลว่า a god ย่อมแสดงถึงความไม่เข้าใจวิธีการใช้ article ในภาษากรีกอย่างมาก

*** คำศัพท์ทางวิชาการ
Anarthrous noun หมายถึง คำนามที่ไม่มี article
Pre-verbal noun หมายถึง คำนามที่วางไว้ก่อนคำกริยา
Predicate noun หมายถึง คำนามที่ทำหน้าที่อธิบายความ (คล้าย ๆ คำวิเศษณ์)
Nominative noun หมายถึง คำนามที่อยู่ใน Nominative case
ดังนั้นจึงทำให้ θεὸς ในประโยคที่ 3 มีชื่อเรียกที่ฟังดูยาก (แต่เข้าใจง่าย) ทางวิชาการว่า anarthrous pre-verbal predicate nominative noun นั่นเอง

ข้อสรุปการแปลพระธรรมยอห์น 1:1
ในพระธรรมยอห์นทั้งเล่ม ผู้เขียนต้องการจะสื่อสารกับผู้อ่านว่า “พระเยซูคือใคร” ซึ่งบทที่ 1 ข้อ 1 เป็นการวางกรอบที่ชัดเจนเอาไว้ และหากอ่านจบทั้งเล่ม ก็จะพบความสอดคล้องว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า

1. เมื่อพิจารณาไวยกรณ์ด้านเวลา
การใช้ Imperfect tense ของทั้ง 3 ประโยค ทำให้เรารับรู้ว่า (1) พระเยซูมีสภาพเหนือเวลา (transcend time) ซึ่งเป็นคุณสมบัตที่มีในพระเจ้าเท่านั้น

2. เมื่อพิจารณาคำว่า pros ในประโยคที่ 2
คำว่า pros ที่แปลว่า with จึงบ่งบอกถึงว่า พระเยซูมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า จึงสรุปว่า ใน one being นั้น ต้องมีอย่างน้อย two persons

3. เมื่อพิจารณาไวยกรณ์ด้าน article
เนื่องจาก θεὸς เป็น predicative เราจึงสามารถสรุปได้ว่า พระเยซูมีคุณสมบัติของการเป็นพระเจ้าอย่างครบถ้วน

เขียนมาตั้ง 3 ตอนเพื่อจะบอกกับพี่น้องชาว Trinitarian ว่า ยอห์น 1:1 ข้อเดียวก็เพียงพอที่จะปกป้องความเชื่อเกี่ยวกับตรีเอกานุภาพ เพียงแต่พี่น้องต้องเข้าใจ ไวยกรณ์ภาษากรีกอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ tense, case และ article … ภาษากรีกง่ายนิดเดียว

ใส่ความเห็น

ดร.อาณัติ เป้าทอง

“แต่ในใจของพวกท่าน

จงเคารพนับถือพระคริสต์ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า

จงเตรียมพร้อมเสมอ ที่จะ “Apologia” กับทุกคน

ที่ขอทราบเหตุผลเกี่ยวกับความหวังของพวกท่าน”
1 เปโตร 3:15