𝐀𝐧𝐬𝐰𝐞𝐫𝐢𝐧𝐠 𝐉𝐮𝐝𝐚𝐢𝐬𝐦 – 𝐏𝐚𝐫𝐭 𝟏 𝐉𝐞𝐬𝐮𝐬 𝐢𝐬 𝐧𝐨𝐭 𝐃𝐚𝐯𝐢𝐝’𝐬 𝐝𝐞𝐬𝐜𝐞𝐧𝐝𝐚𝐧𝐭.

เมื่อวานมีสมาชิกในกลุ่มแคร์ถามว่า “ทำไมชาวยิวถึงปฏิเสธความเป็นเมสสิยาห์ของพระเยซู”
จากการที่ผมได้สนทนากับชาวยิวจำนวนหนึ่ง ผมพบว่าชาวยิวจะมีคำถาม (objection) เกี่ยวกับความเป็นเมสสิยาห์ของพระเยซูอยู่ 2 ข้อใหญ่ ๆ คือ
𝐐𝟏. ในพันธสัญญาใหม่ ระบุว่าโยเซฟเป็นพงศ์พันธุ์ของกษัตริย์ดาวิด แต่พระเยซูเกิดจากนางมารีย์ที่เป็นสาวพรหมจรรย์ จึงไม่มี DNA ของ โยเซฟ ดังนั้น พระเยซูจึงไม่ใช่เชื้อสายของกษัตริย์ดาวิด
𝐐𝟐. พระเยซูไม่ได้ทำตามคำทำนายบางด้านของเมสสิยาห์ เช่น ปลดปล่อยอิสราเอลจากการเป็นทาส หรือ เป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอล ดังนั้น พระเยซูจึงไม่ใช่เมสสิยาห์ (รอตอบในตอนต่อไปครับ)

แนวทางการตอบคำถามที่ 1 “พระเยซูไม่ได้เป็นเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิด”
𝐀𝐧𝐬𝐰𝐞𝐫𝐢𝐧𝐠 𝐐𝟏 – 𝐉𝐞𝐬𝐮𝐬 𝐢𝐬 𝐧𝐨𝐭 𝐃𝐚𝐯𝐢𝐝’𝐬 𝐝𝐞𝐬𝐜𝐞𝐧𝐝𝐚𝐧𝐭.
𝟏. พระเยซูเป็นลูกของโยเซฟโดยนิตินัย
𝟏. 𝐉𝐞𝐬𝐮𝐬 𝐢𝐬 𝐥𝐞𝐠𝐚𝐥𝐥𝐲 𝐃𝐚𝐯𝐢𝐝’𝐬 𝐝𝐞𝐬𝐜𝐞𝐧𝐝𝐚𝐧𝐭
การตอบแนวทางนี้ คือ การยอมรับว่าพระเยซู “อาจจะ” ไม่ใช่เชื้อสายของกษัตริย์ดาวิดในทางสายเลือด แต่เป็นเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิดในทางนิตินัย โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบการตอบแนวทางนี้เพราะว่า ในพระคัมภีร์เขียนชัดเจนว่า เมสสิยาห์ต้องมาจากพงศ์พันธุ์ของกษัตริย์ดาวิด (2 ซามูเอล 7:12) ซึ่งตามความเข้าใจของชาวยิว เมสสิยาห์ต้องมาทางสายเลือดมากกว่าทางนิตินัย ดังนั้นการตอบแนวทางนี้จึงมีลักษณะป้องกันตัวมากเกินไป (too defensive)

𝟐. โยเซฟเลือกแต่งงานกับคนเผ่าเดียวกัน
𝟐. 𝐉𝐨𝐬𝐞𝐩𝐡 𝐦𝐚𝐫𝐫𝐢𝐞𝐝 𝐰𝐢𝐭𝐡𝐢𝐧 𝐡𝐢𝐬 𝐨𝐰𝐧 𝐭𝐫𝐢𝐛𝐞
การตอบแนวทางนี้ คือ การอ้างอิงจากธรรมเนียมปฏิบัติของชาวยิว (Jewish custom) ว่าผู้ชายชาวยิวส่วนมากจะเลือกผู้หญิงที่มาจากเผ่าเดียวกันเป็นภรรยา ดังนั้นโยเซฟที่เป็นคนชอบธรรมก็ “น่าจะ” เลือกผู้หญิงที่มาจากเผ่าเดียวกัน จึงทำให้นางมารีย์ “น่าจะ” มาจากเผ่ายูดาห์เช่นกัน โดยส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยชอบการตอบแนวทางนี้เช่นกัน เพราะว่า (1) มีความเป็นไปได้ที่มารีย์ “ไม่น่าจะ” มาจากเผ่ายูดาห์ เช่นกัน และ (2) ถึงแม้ว่านางมารีย์มาจากเผ่ายูดาห์ ก็ไม่ได้บอกว่านางมารีย์เป็นเชื้อสายของกษัติรย์ดาวิดอยู่ดี ดังนั้นการตอบแนวทางนี้จึงมีลักษณะเปิดช่องให้ผู้ถามโจมตีต่อได้

𝟑. นางมารีย์เป็นเชื่อสายของกษัตริย์ดาวิด
𝟑. 𝐌𝐚𝐫𝐲 𝐢𝐬 𝐃𝐚𝐯𝐢𝐝’𝐬 𝐝𝐞𝐬𝐜𝐞𝐧𝐝𝐚𝐧𝐭.
การตอบแนวทางนี้ คือ เป็นการยืนยันว่าแมรี่เป็นเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิดเช่นเดียวกับโยเซฟ โดยต้องอธิบายความแตกต่างลำดับพงศ์พันธุ์ของพระเยซูใน พระธรรมมัทธิวบทที่ 1 กับ พระธรรมลูกาบทที่ 3 กล่าวคือ
𝟑.𝟏 พงศ์พันธุ์ของพ่อ กับ พงศ์พันธุ์ของแม่
𝟑.𝟏 𝐅𝐚𝐭𝐡𝐞𝐫 𝐠𝐞𝐧𝐞𝐚𝐥𝐨𝐠𝐲 𝐯𝐬 𝐌𝐨𝐭𝐡𝐞𝐫 𝐠𝐞𝐧𝐞𝐚𝐥𝐨𝐠𝐲
พระธรรมมัทธิวบทที่ 1 ต้องการจะสื่อสารกับชาวยิว เพื่อเชื่อมโยงระหว่างพันธสัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่ โดยเริ่มต้นพงศ์พันธ์ของพระเยซูที่ “ผู้สืบตระกูลมาจากอับราฮัม” และจบที่ “โยเซฟผู้เป็นสามีของนางมารีย์ พระเยซูที่เรียกว่าพระคริสต์ก็ประสูติมาจากนางมารีย์นี้” เพื่อแสดงให้ชาวยิวรู้ว่า พระเยซูเป็นเมสสิยาห์ตามคำทำนาย เพราะว่า เป็นเชื้อสายของดาวิดผ่านทางพ่อ
แต่ในขณะที่พระธรรมลูกาบทที่ 3 ต้องการสื่อสารกับคนทั่วไป (คนต่างชาติ) โดยหลังจากพระเยซูรับบัพติสมาและมีเสียงว่า “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก” ลูกาจึงต้องการสื่อสารพงศ์พันธุ์ทางสายเลือดของพระเยซูโดยไล่ย้อนหลังไปถึงพระเจ้า จึงเป็นการพูดถึงพงศ์พันธุ์ทางสายเลือดของพระเยซูที่ผ่านทางแม่ (มารีย์)

𝟑.𝟐 คำพยากรณ์ของเยเรมี
𝟑.𝟐 𝐉𝐞𝐫𝐞𝐦𝐢𝐚𝐡’𝐬 𝐩𝐫𝐨𝐩𝐡𝐞𝐬𝐲
คำอธิบายข้างต้นสอดคล้องกับ คำพยากรณ์ของเยเรมี ในพระธรรมเยเรมีย์บทที่ 22 ข้อ 30 กล่าวว่า
“30 พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “จงเขียนลงว่าชายคนนี้ไม่มีบุตร เป็นชายซึ่งไม่มีความสำเร็จในชั่วชีวิตของเขา เพราะไม่มีใครในเชื้อสายของเขาที่จะรุ่งเรือง และได้นั่งบนบังลังก์ของดาวิด และปกครองในยูดาห์อีก”
ซึ่งแปลว่า พงศ์พันธุ์ของโคนิยาห์จะไม่สามารถนั่งบังลังก์ ของดาวิดได้ ดังนั้นหากพระเยซูถูกนับตามสายของโยเซฟ (ซึ่งเป็นลูกหลานของโคนิยาห์ใน มัทธิว 1:11) ก็จะทำให้คำพยากรณ์ของเยเรมีย์ไม่เป็นจริง และนี่จึงเป็นข้อสนับสนุนว่าพระเยซูจึงต้องนับพงศ์พันธุ์ทางสายเลือดผ่านทางมารีย์มากกว่าโยเซฟ

ปล. คำอธิบายข้างต้นเรียกว่า “two lineage” ซึ่งส่วนตัวคิดว่าคำอธิบายนี้เพียงพอต่อการปกป้องความเชื่อแล้ว แต่หากพี่น้องท่านใดสนใจจะปกป้องแบบอื่น ผมแนะนำคำอธิบายอีกแบบที่เรียกว่า “levirate marriage” ซึ่งจะยากกว่านี้เล็กน้อย แต่ก็สามารถปกป้องได้เช่นกัน


ใส่ความเห็น