𝐓𝐫𝐢𝐧𝐢𝐭𝐲 𝐏𝐚𝐫𝐭 𝟔 – 𝐀𝐧𝐚𝐥𝐨𝐠𝐲 𝐨𝐟 𝐓𝐫𝐢𝐧𝐢𝐭𝐲

ตอนที่ภรรยาเปิดร้านขายน้ำ มีผลไม้ชนิดหนึ่งชื่อว่า Kumquat ซึ่งเป็นผลไม้ที่ผมไม่เคยเห็น และ ไม่เคยได้ยิน จึงถามภรรยาว่า Kumquat คืออะไร รสชาติดีไหม ภรรยาตอบอย่างเรียบง่ายว่า “ก็เหมือนส้มบ้านเรานั่นแหละ” ซึ่งจะเห็นได้ว่า เธอไม่ได้อธิบายลักษณะใด ๆ เกี่ยวกับ Kumquat เลย ไม่ว่าจะเป็น รูปทรง, สี หรือ รสชาติ แต่เธอเลือกอธิบายโดย การยกตัวอย่าง (analogy) เปรียบเทียบกับสิ่งที่ผมคุ้นเคย ซึ่งผมก็สามารถเข้าใจภาพคร่าว ๆ ได้ทันที เราจะเห็นว่า “analogy” เป็นเครื่องมือในการสื่อสารที่สำคัญอย่างหนึ่งในการอธิบายในสิ่งใหม่ที่ผู้ฟังไม่เคยรับรู้มาก่อน โดยเป็นการเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้ฟังไม่เข้าใจ กับ สิ่งที่ผู้ฟังมีความคุ้นเคยในอดีต
สำหรับคริสเตียนใหม่ แนวคิดเรื่อง Trinity เป็นแนวคิดใหม่ที่หลายคนไม่เคยรับรู้มาก่อน ดังนั้นเราจึงเห็นบ่อยครั้งที่คริสเตียนใช้ analogy เพื่ออธิบายภาพของ Trinity เช่น ไข่, น้ำ, ไฟ และอีกมากมาย โดยในบทความนี้ผมจะแบ่งปัน “ข้อพึงระวังและปัญหาของการยกตัวอย่างเปรียบเทียบ”
𝐈. 𝐏𝐫𝐞𝐜𝐚𝐮𝐭𝐢𝐨𝐧 𝐨𝐟 𝐀𝐧𝐚𝐥𝐨𝐠𝐲 ข้อพึงระวังของการยกตัวอย่างเปรียบเทียบ
𝟏. 𝐎𝐛𝐣𝐞𝐜𝐭𝐢𝐯𝐞 𝐨𝐟 𝐀𝐧𝐚𝐥𝐨𝐠𝐲 วัตถุประสงค์ของการยกตัวอย่าง
เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมากที่ผู้พูด “ต้องเข้าใจ” คือ วัตถุประสงค์ของการยกตัวอย่าง คือ ทำให้ผู้ฟัง “เข้าใจมากขึ้น” ไม่ใช่เพื่อให้ผู้ฟัง “ซื้อง่ายขึ้น” เพราะว่า การยกตัวอย่างเป็นเพียงการเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้ฟังคุ้นเคย (comparison) ไม่ใช่หลักฐานสนับสนุน (supporting evidence) ดังนั้น analogy จึงเป็นการอธิบายที่ทรงพลังในบริบทของการสอน, แต่เป็นการใช้เหตุผลที่แย่ในบริบทของการดีเบต
มีเหตุการณ์หนึ่งที่น่าสนใจในคลับเฮ้าส์ นั่นคือ เอทิสได้ถามชาวพุทธว่า “ช่วยนำเสนอ หลักฐานที่สนับสนุนว่า ชาติหน้าหรือชาติที่แล้ว มีจริงได้ไหม” โดยชาวพุทธท่านนั้นอธิบายโดยใช้ analogy โดยพยายามเปรียบเทียบชาติหน้า กับ พรุ่งนี้ โดยสรุปใจความได้ว่า “หากพรุ่งนี้มีจริง ชาติหน้าก็มีจริง เช่นกัน” ซึ่งเราจะเห็นว่าผู้ถามไม่ได้สงสัยในความหมายของชาติหน้า แต่ผู้ถามต้องการเหตุผลสนับสนุนการมีอยู่ของชาติหน้า ซึ่งพอจะเดาได้ไม่ยากว่า ชาวพุทธท่านนั้นคงถูกสอนมาแบบนี้ (เพราะว่า analogy สามารถใช้ได้ในบริบทของการเรียน-การสอน) แต่พอนำมาใช้ในบริบทของการดีเบต จึงกลายเป็นเรื่องตลกและสร้างความขบขันให้กับผู้ฟัง
𝟐. 𝐀𝐮𝐝𝐢𝐞𝐧𝐜𝐞’𝐬 𝐄𝐱𝐩𝐞𝐫𝐢𝐞𝐧𝐜𝐞 ประสบการณ์ของผู้ฟัง
เนื่องจาก analogy เป็นการเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้ฟังคุ้นเคย ดังนั้นหากผู้พูดใช้ analogy ที่ผู้ฟังไม่คุ้นเคย ย่อมทำให้เกิดความสงสัยมากกว่าความเข้าใจ เช่น Trinity เปรียบเหมือน three-leaf clover สร้างความเข้าใจให้กับคนไอร์แลนด์ แต่อาจจะสร้างความสงสัยมากขึ้นให้กับคนไทย
𝟑. 𝐏𝐞𝐫𝐟𝐞𝐜𝐭 𝐀𝐧𝐚𝐥𝐨𝐠𝐲 การยกตัวอย่างที่สมบูรณ์
เนื่องจาก analogy คือการเปรียบเทียบ 2 สิ่งที่แตกต่างกัน ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วจึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่า perfect analogy กล่าวคือ ทุกครั้งที่ analogy ย่อมหาข้อแตกต่างได้เสมอ (ก็เพราะว่า 2 สิ่งนี้แตกต่างกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว) และมากไปกว่านั้น เนื่องจากพระเจ้ามีเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาลและไม่มีสิ่งใด ๆ ที่เหมือนพระองค์ เราจึงไม่สามารถนำอะไรมาเปรียบเทียบกับ Trinity ของพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์ จึงทำให้คริสเตียนบางคนต่อต้านการใช้ analogy ทุกรูปแบบที่เกี่ยวกับ Trinity เพราะจะสร้างความสงสัยมากกว่าสร้างความเข้าใจนั่นเอง
𝐈𝐈. 𝐏𝐫𝐨𝐛𝐥𝐞𝐦𝐬 𝐨𝐟 𝐀𝐧𝐚𝐥𝐨𝐠𝐲 𝐨𝐟 𝐓𝐫𝐢𝐧𝐢𝐭𝐲 ปัญหาของการยกตัวอย่างเปรียบเทียบ
จากตอนที่ 2 ผมได้สรุปองค์ประกอบที่สำคัญของ Trinity เอาไว้ 3 อย่าง คือ
𝐏𝟏. พระเจ้ามีหนึ่งเดียว – 𝐓𝐡𝐞𝐫𝐞 𝐢𝐬 𝐎𝐧𝐥𝐲 𝐎𝐧𝐞 𝐆𝐨𝐝
𝐏𝟐. พระเจ้ามีสามบุคคล – 𝐓𝐡𝐞𝐫𝐞 𝐚𝐫𝐞 𝐓𝐡𝐫𝐞𝐞 𝐃𝐢𝐯𝐢𝐧𝐞 𝐏𝐞𝐫𝐬𝐨𝐧𝐬
𝐏𝟑. ทั้งสามมีความเท่าเทียมกัน – 𝐓𝐡𝐞𝐲 𝐚𝐫𝐞 𝐂𝐨𝐞𝐪𝐮𝐚𝐥
ซึ่งไม่มี analogy ใดเลยที่สามารถอธิบายได้ครบทั้ง 3 ด้าน กล่าวคือ แต่ละ analogy จะอธิบายดีด้านหนึ่ง แต่จะสร้างความสับสนให้กับด้านที่เหลือ (Clarify one aspect, confused others)
𝟏. 𝐏𝐚𝐫𝐭𝐢𝐚𝐥𝐢𝐬𝐦 ตัวอย่างประเภท “แยกส่วน”
ตัวอย่างประเภท “แยกส่วน” เช่น ไข่ (เปลือกไข่, ไข่ขาว, ไข่แดง), แอปเปิ้ล (เปลือก, เนื้อ, เมล็ด), ต้นไม้ (ราก, ลำต้น, ผล), คอร์ด C (โน้ต C E G), มิติ (กว้าง, ยาว, สูง), เวลา (อดีต, ปัจจุบัน, อนาคต), three-leaf clover (ใบไม้สามแฉก ที่อยู่ใน stem เดียวกัน), Cerberus (สุนัขเฝ้าประตูนรก 3 หัว)
ตัวอย่างประเภทนี้ มีความพยายามเปรียบเทียบให้เข้าใจในส่วนของ Three persons ที่อยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว (P2) แต่จะสร้างความสับสนในส่วนของ P1 เช่น ในกรณีของไข่ เราจะไม่เรียกแต่ละองค์ประกอบว่าไข่ หาก เปลือกไข่, ไข่ขาว หรือ ไข่แดง อยู่แยกกัน และจะสร้างความสับสนให้กับ P3 ด้วย เพราะว่า เปลือกไข่ ไม่เท่ากับ ไข่ขาว ไม่เท่ากับ ไข่แดง มากไปกว่านั้น analogy ประเภทนี้ จัดว่าอยู่ในกลุ่มสอนผิด (heresy) ที่เรียกว่า Partialism
*** Partialism คือ แนวคิดที่เชื่อว่า พระบิดา, พระบุตร และ พระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็น องค์ประกอบหรือส่วนหนึ่งของพระเจ้า และจะเป็นพระเจ้าที่สมบูรณ์เมื่ออยู่ร่วมกัน
𝟐. 𝐌𝐨𝐝𝐚𝐥𝐢𝐬𝐦 ตัวอย่างประเภท “แยกบทบาท”
ตัวอย่างประเภท “แยกบทบาท” เช่น น้ำ (ของแข็ง, ของเหลว, แก๊ส), คน (พ่อ, สามี, พี่)
ตัวอย่างประเภทนี้ มีความพยายามเปรียบเทียบให้เข้าใจในส่วนของ One being ที่มี 3 บทบาท (P1) แต่จะสร้างความสับสนในส่วนของ P2 เช่น ในกรณีของคน ทั้งสามบทบาทก็ยังเป็น One person อยู่ดี อีกทั้งจะสร้างความสับสนในส่วนของการดำรงอยู่พร้อมกัน เช่น ในกรณีของคน บทบาททั้งสามเกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้ กล่าวคือ สำหรับภรรยาเรามีบทบทสามี แต่ไม่ใช่บทบาทพ่อ โดย analogy ประเภทนี้ จัดว่าอยู่ในกลุ่มสอนผิด (heresy) ที่เรียกว่า Modalism
*** Modalism คือ แนวคิดที่เชื่อว่าพระเจ้ามีลักษณะ One being และ One person แต่มี 3 บทบาท (modes) ที่แตกต่างกัน คือ พระบิดา (มีบทบาทในการสร้าง), พระบุตร (มีบทบาทในการไถ่) และ พระวิญญาณบริสุทธิ์ (มีบทบาทในการชำระ) เช่น ในกลุ่มฟ้าแลบทิศตะวันออก เชื่อว่า พระบิดา (มีบทบาทใน OT), พระบุตร (มีบทบาทใน NT) และ พระวิญญาณบริสุทธิ์ (มีบทบาทในปัจจุบัน)
*** ในกรณีของน้ำ จะมีระดับความดันและอุณหภูมิระดับหนึ่งที่สสารจะมี 3 สถานะพร้อมกัน โดยเรียกจุดนั้นว่า Tripple point แต่ก็เป็นจะโดนโต้แย้งในมุมอื่นอยู่ดี
𝟑. 𝐀𝐫𝐢𝐚𝐧𝐢𝐬𝐦 ตัวอย่างประเภท “ด้อยกว่า”
ตัวอย่างประเภท “ด้อยกว่า” เช่น ดวงอาทิตย์ (ดวงอาทิตย์, แสงสว่าง, ความร้อน)
ตัวอย่างประเภทนี้ มีความพยายามเปรียบเทียบให้เข้าใจในส่วนของ One being ที่มี 3 คุณสมบัติที่แตกต่างกัน (P1) แต่จะสร้างความสับสนในส่วนของ P2 และ การดำรงอยู่ เช่น เพราะว่า แสงสว่าง กับ ความร้อน เป็นผลผลิตของดวงอาทิตย์ โดย analogy ประเภทนี้ จัดว่าอยู่ในกลุ่มสอนผิด (heresy) ที่เรียกว่า Arianism
*** Arianism คือ แนวคิดที่เชื่อว่า พระเยซูเป็นสิ่งทรงสร้างอย่างแรกของพระเจ้า จึงทำให้ด้อยกว่าพระเจ้าในส่วนของ eternal
ความเห็นส่วนตัว – ผมคิดว่า analogy เหล่านี้ยังมีประโยชน์ แต่ทุกครั้งที่ใช้ analogy เราต้องพึงระวัง 3 ประเด็นข้างต้นเสมอ และควรตระหนักว่า analogy ช่วยให้เข้าใจ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด (Help to understand, not fully explain)
ผมอยากจะจบบทความด้วยอีกหนึ่งตัวอย่าง คือ ในขณะที่ผมกำลังดูอนิเมชันเรื่องเซนต์เซย่า ลูกชายถามว่า “พ่อครับ เปกาซัส คือ อะไร” ผมก็ตอบไปว่า “เปกาซัส เปรียบได้กับ ม้ามีปีกไงครับ” ซึ่งลูกชายยิ้มแล้วเดินจากไปแบบเข้าใจดี เพราะว่าการเปรียบเทียบแบบนี้เพียงพอและเหมาะสมกับลูกชายในวัย 10 ขวบ แต่หากเป็นภรรยามาถามว่า “ที่รัก เปกาซัส คือ อะไร” ผมก็จะตอบว่า “เปกาซัส เป็น ม้าของ Bellerophon ไง” ผมเดาว่าเธอก็คงทำหน้าไม่พอใจ แล้วเดินจากไปแบบไม่เข้าใจอยู่ดี … อิอิ
สุดท้ายแล้วอาจจะไม่เกี่ยวกับบทความ แค่อยากจะสื่อสารกับ “บังบางคน” ว่า คริสเตียนไม่ได้เชื่อว่า นางมารียัม เป็นส่วนหนึ่งของ Trinity นะครับ (Surah 5:116)


ใส่ความเห็น